ในวันที่ความกังวลจากเศรษฐกิจหรือการเมือง ผลการเลือกตั้งที่ยังไม่ชัดเจนจาก กกต. ที่ไม่สามารถทำให้ประชาชนสบายใจได้ ในปี 2026 ทั้งวิกฤตความหวังต่ออนาคต คลื่นรบกวนชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลา การย้อนกลับไปดูหนังปี 2005 อย่าง “เฉิ่ม” (Midnight My Love) ที่มีอายุ 20 ปีเท่ากับผู้เขียนแล้วนั้น จึงไม่ใช่แค่การดูหนัง แต่เหมือนการมองผ่านหน้าต่างยุคสมัยเพื่อทำความเข้าใจรากเหง้าของปัญหาที่สังคมไทยเจอซ้ำ ๆ ตลอด 2 ทศวรรษ และดูเหมือนยังหลุดพ้นไม่ได้ในเร็ววัน
ความโดดเดี่ยวของคนหาเช้ากินค่ำ ที่ไม่มีจุดให้เอนหลัง ไว้พักหายใจ
หนังเล่าเรื่องของ สมบัติ (หม่ำ จ๊กมก) คนขับแท็กซี่ที่ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ชอบอะไรเดิม ๆ และ นุ่น (นุ่น ศิรพันธ์) พนักงานนวด ทั้งสองเป็นดั่งตัวแทนของชนชั้นล่างที่ดิ้นรนในเมืองใหญ่ มีหน้าที่แค่พาคนอื่นไปถึงจุดหมาย เป็นการขายแรงงานและเวลา ในธุรกิจบริการที่ต้องเผชิญหน้ากับชนชั้นที่สูงกว่าอยู่เสมอ ซึ่งยิ่งตอกย้ำช่องว่างทางสถานะของพวกเขาเอง และยิ่งพบผู้คนมากเท่าไหร่ ความโดดเดี่ยวก็ยิ่งชัดขึ้นเท่านั้น แต่เมื่อทั้งสองได้พบกัน ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ความรัก แต่คือการเติมเต็มช่องว่างทางอารมณ์ท่ามกลางสังคมที่มีแผลอยู่ใต้ฉากตลอดเวลา
ในยุคเปลี่ยนผ่านจากอนาล็อกสู่ดิจิทัลช่วงต้นปี 2000 หนังสะท้อนภาพนั้นได้ชัด สมบัติคือคนที่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง ทั้งเทคโนโลยีและเพลงใหม่ ๆ ซึ่งไม่ได้แปลว่า “เฉิ่ม” หรือ “เชย” เท่านั้น แต่คือสัญลักษณ์ของคนที่มักจะถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลังโดยกระแสโลกาภิวัตน์ หรือทุนนิยม ที่ไม่ปราณีคนที่ ปรับเปลี่ยนที่จะสนองมันได้ หนังชี้ให้เห็นว่าไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนเร็ว ไปไกลแค่ไหน จะมีคนบางกลุ่มถูกทิ้งไว้อดีต จากความความผูกพันหรือปัจจัยใดก็ตาม
หากเรามองสถานการณ์ปัจจุบัน การมาของ AI ตลอดมานี้นั้นที่จุดประเด็นคำถามว่า สิ่งที่มนุษย์ทำแบบเดิม ๆ จะถูกแทนที่ไปขนาดไหน หรือจะต้องพัฒนาตัวเองแค่ไหนถึงจะเป็นคนที่มีคุณค่าและตอบโจทย์โลกสมัยใหม่นี้ จนไปถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ที่พึ่งทางใจ หรือแม้แต่คู่รัก สิ่งเหล่านี้มาเติมเต็มเราหรือตอกย้ำความเหงาของมนุษย์ยุคนี้กันแน่ ?
สิ่งที่หนังเล่นได้แสบสันที่สุดคือความหวังที่เปราะบางของชาติ ราวกับแก่นของเรื่องที่บอกว่า “ชีวิตมีดีก็ต้องมีร้าย” หนังฉายในช่วงที่ประเทศมีความหวังสูงสุดว่าจะฟื้นตัวจากต้มยำกุ้งและก้าวสู่การเป็น “เสือตัวที่ 5” แต่ตลกร้ายก็คือ ปีถัดมา (2549) การเมืองก็วิกฤต รัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่ายัน 2557 วงจรนี้ทำให้ความหวังทางเศรษฐกิจของประชาชนและอนาคตที่ใฝ่ฝันถูก “แช่แข็ง” เป็นต้นตอความผิดแปลกของประเทศไทย มาจนถึงทุกวันนี้ แต่หนังก็ยังส่งมอบความเชื่อในการทำดีได้อย่างซาบซึ้ง และบอกกับคนดูว่า “อย่าหยุดหวัง” ไม่ว่ามันจะมืดแค่ไหนก็ตาม ดั่งในตอนจบของเรื่องที่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น
ถึงจะผ่านมา 20 ปี “เฉิ่ม” ก็ยังให้บทสรุปที่ร่วมสมัยอยู่เสมอ มันเป็นเหมือนอนุสาวรีย์ชนชั้นรากหญ้าผ่านภาพยนตร์ ที่สะท้อนทั้งความเหงาของปัจเจกและความล้มเหลวของการบริหารสังคม บทเรียนของมันยังคงสำคัญในยุคที่ช่องว่างและความไม่เท่าเทียมขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆ และการทำความเข้าใจอดีตอาจเป็นทางออกเดียวที่จะพาเราเดินหน้าต่อได้
“เฉิ่ม” เป็นหนังที่ควรค่าแก่การหยิบมาดูอย่างยิ่ง ผู้เขียนมั่นใจว่ามันจะเติมเต็มหรือทิ้งบางอย่างไว้ในตัวคุณได้อย่างแน่นอน
