หนังที่ใช้อสูรไม่ใช่แค่สัตว์ประหลาด แต่เป็นเครื่องมือสะท้อนสันดานดิบของมนุษย์ เหมาะสำหรับแฟนหนังสยอง ดิบๆ
ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมกราคม ผมได้รับชม Return to Silent hill และ Omukade (โอมุคะเดะ) ในโรงภาพยนต์ สำหรับผมแล้วในสัปดาห์นี้ มีหนังที่น่าสนใจหลายเรื่องมาก แต่ส่วนตัวแล้ว 2 เรื่องนี้ มันโดดเด่นแถมยังมีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าตกใจ
เรื่องนึงคือ งานดัดแปลง “เมืองห่าผี (Silent hill)“ แฟรนไซส์ระดับตำนานที่ถูกสานต่อผ่านบริบทปัจจุบัน อีกเรื่อง คืออีกงานนึงที่นับได้ว่าเป็นความทะเยอทะยานอีกครั้งของวงการภาพยนต์ไทย ที่อยากเล่าเรื่องของ “อสูรกาย” แบบชาติอื่น Omukade จึงเป็นงานที่กล้าหาญอีกงานนึงที่ถูกฉายตั้งแต่ตอนต้นปี
จากปก จากกระแส ผมมั่นใจว่าผู้อ่านหรือคนดู คงจะสามารถเดาได้เลยว่าทำไม ผมถึงหยิบ 2 เรื่องนี้มามาคู่กันเป็น Double Feature แต่มันไม่ใช่เพียงแค่เพราะว่ามันเป็นหนัง Horror เหมือนกัน มีสัตว์ประหลาด มีเอฟเฟคเลือด แต่สำหรับผมแลัว 2 เรื่องนี้ถ้ามันมองลึกลงไป มันคล้องกันแบบน่าตกใจ
สำหรับ Return to Silent Hill ต้องเกริ่นก่อนว่า ผมพอรู้ชื่อเสียงเรียงนามของแฟรนไซส์นี้แต่ ไม่เคยสัมผัสและรู้เนื้อเรื่องของเกม และงานดัดแปลงมาก่อน เพราะฉนั้นรีวิวนี้จะมองด้วยเลนส์ที่ตัดสินจากงานที่ได้ดูจริงๆ ไม่มีเกณฑ์อะไรมาทาบ และไม่ได้คาดหวังอะไรตั้งแต่ก่อนดู เช่นเดียวกับ Omukade
Return To Silent Hill ว่าด้วยเรื่องของ James ชายผู้อัปโชค ที่ได้รับจดหมายจากภรรยา ที่เลิกราไปแล้ว ให้กลับไปหาเธอที่เมืองรักที่ทั้งคู่ ต่างผูกพัน แต่ตอนนี้ มันคือเมืองรกร้าง เมื่อตัวเอกไปถึงก็พบกับเรื่องกับพิศวง รวมถึง “สัตว์ประหลาด” ขณะที่ต้องตามหา ภรรยา แต่ความจริงแล้ว หนังไม่ได้จะพาคนดูไปเจอความสยดสยองผ่านตา แต่มันดึงปานจะลาก คนดูไปเห็นถึงความตกต่ำของมนุษย์ผ่านโลกที่ถูกสร้างมา เมืองร้าง ตัวประหลาด กล่าวคือ มันกลายเป็นเพียงแค่เป็นการอุปมาของจิตใจมนุษย์ ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า
หนังใส่ทั้งประเด็นที่คนๆ นึงต้องจัดการกับความรู้สึกผิดที่หนักหนา (ตัวเอกเอง) ความรุนแรงต่อผู้หญิง (นางเอก) รวมถึงความตกต่ำของมนุษย์ที่กระทำ และถูกกระทำ ทางจิตใจ ร่างกายและ เพศ ทุกเหตุการที่เกิดขึ้น มันถูกเล่าออกมาผ่านสัญญะได้ “สุด” มาก จนบางทีผมเองก็ตกใจเพราะตามทันทุกอย่าง
สัญญะถูกซ่อนผ่านจาก การแสดงเอง ตัวผี ของประกอบฉาก และผู้หญิงที่อยู่ในเรื่องนี้ ล้วนเป็นตัวแทนของผู้ถูกกดทับ , ลัทธิ ที่เป็นตัวแทนกรอบสังคมที่บูชาอำนาจ , สู่ผีเสื้อความตายและการปลดปล่อย เมืองร้างที่คลุมด้วยหมอก ภายในตึกที่มีแต่สนิม ตัวแทนของจิตใจที่เน่าเฟะ หนังเรื่องนี้ทำหน้าที่ของมันดีมากๆ ในการที่จะสร้างโลกและพาคนดูจมลงไป คนที่ชอบถอดสัญญะทั้งเรื่อง จะดิ่งไปกับมันมาก ๆ ตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบ
Omukade ตะขาบในตำนานเก่า ที่ตื่นขึ้นมากัดกิน สิงสู่คนอย่างสยดสยองที่หลงมาในถิ่นมัน หนังเล่าในช่วงเวลาปลายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ฉากหลังเป็น เมืองไทยเองที่กำลังถูกรุกรานโดยญี่ปุ่น (ช่วงสร้างสะพานข้ามไปเมียนมาร์ก่อนถูกถล่มโดย สหรัฐ) จะมีตัวละคร ชนเผ่า เชลยฝรั่ง นายจ้างไทย และทหารญี่ปุ่น ที่ถูกเล่าอย่างมีมิติ มีที่มา และเผชิญหน้ากันเพื่อสุดท้ายต้องมาเอาตัวรอดจาก “ตะขาบ” สู่ตอนจบของสงครามและเรื่องราว
ตัวหนังเองมันเล่าแบบดิบๆ มีใครบ้าง โผล่มายังไง จะทำอะไร ไม่ปูอะไรมาก แอคชั่น เอฟเฟคเลือด คือ เต็มที่ เพียงแต่ว่าหนังเองเน้นถึงสถานการณ์ของคนเสียมากกว่า สงครามและอำนาจมันส่งผลให้คน กลายเป็นแบบไหน และทารุณ โหดร้ายอย่างไรการมีอยู่อยู่ของสัตว์ประหลาด เป็นเพียงแค่ภาพสะท้อนอีกชั้นหนึ่ง ของผู้ถูกรุกรานและผู้รุกรานเสียเอง
เช่น ชนเผ่า ต้องใช้ทางที่เป็นรังของตะขาบในการหนีออกจาประเทศ แต่สุดท้ายลงเอยที่ ตะขาบเอง ถูกสังหาร รังมันถูกทำลาย ถ้ำถล่ม เราสามารถเทียบสถานการณ์ไทย – ญี่ปุ่นได้ไหม เป็นการเปิดโอกาสให้คนดูตีความได้ดีมาก ๆ
สุดท้ายนี้แล้ว หนังทั้ง 2 เรื่องใช้สัตว์ประหลาดที่สยดสยอง เป็นเครื่องมือในการตีแผ่ เปิดโปง หรือ จำแนก ให้เราเห็นความเป็นมนุษย์ออกมาให้เห็นชัดเจน เสียมากกว่า ผ่านการเล่าเรื่องที่กระตุ้น adrenaline แบบหนัง horror ย่อยง่าย การใช้มุมกล้อง , เสียงบรรเลง งานโปรดักถือว่าเป็นเลิศและเข้ากับสิ่งที่ต้องการนำเสนอ
เพียงแต่สิ่งที่หนังทั้งคู่ไม่สามารถนำทำได้ดีพอ ก็คือ บท , จังหวะการเล่าเรื่องที่ตัดขัดและไม่ต่อเนื่อง จังหวะบางอย่างเร็วไปหรือช้าไป เช่นจากทั้งสองเรื่องมีฉากย้อนอดีตสลับกับปัจจุบันตลอดจึงทำบางทีมันติดขัดจนเห็นได้ชัดและกลายเป็นช่องโหว่ของหนังอย่างสมบูรณ์ บางอย่างหนังสามารถเล่าได้อย่างเฉียบคม หรือ แนวคิดแบบเจาะลึกลงไปอีกได้ สิ่งเหล่านี้จะสามารถทำให้หนังน่าจดจำไปมากกว่านี้อีกขึ้นนึงได้
โดยรวมแล้วทั้งคู่คือหนังที่โอเคมากๆ เลย ถ้ามองข้ามข้อเสียไปได้และไปดูแบบไม่คาดหวังอะไร ถือว่าคุ้มค่าตั๋วแล้ว เพราะหนังเองก็สนุกมาก น่าจดจำในแบบของมันเอง แต่อย่างที่บอกไป หากหนังกล้าที่จะลงลึกและละเอียดกว่านี้ คงจะมีสิทธิ์เทียบกับหนังของ David Cronenberg หรือ Guillermo Del Toro ได้ไม่น้อย…
และหากเทียบว่าใครนำเสนอความดิบเถื่อนของมนุษย์ได้แสบมากกว่า ต้องบอกว่า ทั้งคู่… Silent Hill ความโหดร้ายคือความรุนแรงที่ซ่อนอยู่ และมันบาดลึกยันชั้นจิตใจ Omukade มนุษย์โหดร้ายและรุนแรงต่อกันเองอยู่แล้ว ต่อให้ไม่มีสัตว์ประหลาดก็จะเกิดการนองเลือดเสมอ Period …
