-
โนห์รา (2509) นาฏศิลป์บนแผ่นฟิล์ม : ค่านิยมโบราณของไทย บันทึกครูอาจารย์ สารแด่คนยุคใหม่ ?

โนห์รา เป็นตัวอย่างภาพยนตร์ที่บันทึกช่วงเวลา สถานที่ ค่านิยม แนวคิด ทัศนคติต่อ บทบาททางเพศ ชนชั้นรูปลักษ์ และมุมมองที่มีต่อศิลปะ ของคนไทยยุคนึงได้อย่างเข้มข้น ผ่านเรื่องราวที่เริ่มด้วย โนราห์หนุ่ม (ทิวทอง) มั่นหมายจะขอ ”พิมพา“ รักแท้ที่เฝ้ารอมา 12 ปี และท้องลูกเขาอยู่ แต่งงาน แต่พิมพากลับต้องตกเป็นของ “ขุนอรรถกรคดี” ด้วยวิธีคลุมถุงชนจากยายของตน พิมพา เลือกจาก ทิวทอง มากรุงเทพฯ โนราห์ เติบโต ณ โรงเรียนนาฏศิลป์อีกฟาก ทิว ชีวิตตกอับมากรุงเทพฯในคราบขอทาน ตามหาลูกตัวเอง ทั้งเรื่อง โนห์รา เป็นหญิงใจงามก็จะนำของกิน น้ำ ขนมไปให้ขอทานโดยที่ไม่รู้เป็นพ่อของตน กว่าเส้นทางทั้งสองจะมาบรรจบพบดั่งพ่อลูกกันจริงๆ ก็ปาไปตอนจบ แบบโศกนาฏกรรมเสียด้วย แต่ก่อนไปถึงตอนจบ เราต้องถามเสียก่อนว่า แล้วระหว่างกลางหนังมันเล่าอะไรวะ? งานชิ้นนี้มีหลายอย่างให้ทบทวน จากที่ย้อนอดีตแล้วเราเลยสามารถย้อนมาดูปัจจุบัน ภาพยนตร์ สังคมไทย มันมีอะไรวิวัฒนาการมาบ้าง หรืออะไรที่ยังอยู่ที่เดิม แล้วเราควรจะมองมันอย่างไร… เพราะฉนั้นมันเลยสำคัญที่จะมาแกะทีละอย่างที่ “เชิด ทรงศรี”…
-
The Odyssey (2026) เส้นทางของ Christopher Nolan ผ่านโอดิสซีย์ ราคาของความทะเยอทะยาน

มหากาพย์โอดิสซีย์ งานที่ยิ่งใหญ่ สมบูรณ์แบบ หากงานชิ้นนี้จะกลายเป็นหนึ่งใน “ยักษ์” ขึ้นหิ้งแห่งทศวรรษ คงไม่ค้านสายตาใครอย่างแน่นอน งานสร้าง งานภาพ งานเสียง การแสดง และเรื่องราวที่ถูกเล่าอย่างประณีตที่ตั้งใจของมนุษย์ มันคืองานที่กระหึ่มทุกสัมผัสที่เราอธิบายเป็นตัวอักษรได้เพียงบางส่วน ประสบการณ์ดังกล่าวคือสิ่งที่ต้องตักเข้าวิญญาณด้วยตนเอง” หวังว่าย่อหน้าแรกจะดูไม่เว่อร์วังเกินไป แต่งานชิ้นนี้ถือได้ว่าไร้ที่ติจริง ๆ ด้วยชื่อชั้นผู้กำกับ ทีมงานเบื้องหลัง รวมไปถึงนักแสดง ก็การันตีระดับนึงแล้ว มันคืองานที่จุใจ เต็มอิ่ม อารมณ์ที่หนังอยากพาเราไปดำดิ่ง งานชิ้นนี้ก็ไม่พลาดที่จะทำด้วย ลีลาเทคนิคการเล่าเรื่อง ฝีมือการแสดงบนจอ บทพูด และฉากแอ็คชั่นที่บันเทิงใจ หลั่งอะดรีนาลีน (อย่างที่ควรจะเป็น) แต่บทความนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อบอกว่าหนังมันเป็นแค่ไหนอย่างไร ผู้เขียนเองมีเป้าหมายที่อยากแกะความผูกพันของตัวเองที่มีต่อหนัง และผู้กำกับ ก่อนที่จะขยับไปดูว่าหนังมันกำลังจะสื่อสารอะไร และมันทำงานกับเราอย่างไร The Odyssey เป็นงานที่มีสิ่งเหล่านี้เยอะมากๆ แน่นอนที่มานั่งเขียนเพราะมันคืองานที่ทิ้งบางสิ่งไว้ในตัวเราเยอะมาก ซึ่งถือเป็นสิ่งที่หนักอึ้ง และต้องการพื้นที่ปลดปล่อย (ในแง่ดี ฮา) ฉัน หนัง โนแลน เราเป็นคนนึงที่เติบโตมาในยุคสมัยที่ Christopher Nolan กลายเป็นบรรทัดฐาน ปรมาจารย์ของหนังยักษ์ไปแล้วเรียบร้อย ชายคนนี้เลยเป็นสารตั้งต้น พาเราให้สนใจโลกภาพยนตร์อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ความบันเทิงชั่วคราว…
-
หรือเราต่างอยู่ใน Backrooms ของตัวเอง ?

เป็นหนังที่ตัวผู้เขียนเองตั้งตารอมาตั้งแต่มันประกาศสร้าง มีทั้งความตื่นเต้นและสงสัยว่า Backrooms ที่เราก็ไม่รู้ว่ามันคือ Creepy Pasta , มีมในอินเทอร์เน็ต หรือหนังสั้นใน Youtube กันแน่ จะมาสร้างเป็นหนังได้ยังไง ? แต่พอเห็นชื่อชั้นสตูดิโออย่าง A24 และ Renate Reinsve (จาก The Worst Person in the world , Sentimental Value ) ก็เพียงพอแล้ว ความสงสัยของเราก็กลายเป็นการรออย่างตื่นเต้น และพอได้ดูหนังจบแล้วนั้น ถือเป็นประสบการณ์ที่สดใหม่ และหาที่ไหนเปรียบเทียบไม่ได้เลย ที่สำคัญมันคืองานกำกับจาก Youtuber วัย 20 ปี ! Kane Parsons และเรื่องนี้คือหนังขนาดยาว เรื่องแรกของเขา Backrooms คือหนังสยองขวัญที่ไม่ได้สยองแค่เพราะความลุ้นระทึก จากการหนีเอาชีวิตรอด กับเรื่องนี้แล้วไม่ใช่โดยสิ้นเชิง แต่ความสยองของมันคือการบังคับให้เราต้องทนอยู่กับความ อึดอัด กดดัน หวาดระแวง หายใจไม่ทั่วท้อง จากพื้นที่ที่ตัวละครเข้าไปอยู่ และผ่านเรื่องปมในจิตใจมนุษย์ที่หนังเล่าออกมา…
-
Jodorowsky’s Dune ที่ไม่ได้สร้าง แต่เป็นตำนานของคำว่า “ถ้า” ที่ยิ่งใหญ่

Alejandro Jodorowsky ผู้กำกับหนัง สาย Sureal เขามองภาพยนต์เป็นการถ่ายทอดวิญญาณ ภาพยนตร์ คือวัจนะของเขา… เขามองตัวเองเป็นศาสดาที่กำลังต่อสู้เพื่อถ่ายทอดแรงศรัทธา ตั้งแต่คอนเซ็ป , ความยาวหนัง 10-20 ชั่วโมง , เขาอยากสร้างสิ่งที่ให้ความรู้สึกการดูหนังเหมือนตอนใช้เสพสารเสพติด การดัดแปลงงานให้ก้าวข้ามจากต้นฉบับเพื่อสร้างตำนานใหม่ด้วยตัวเอง การดึงทีมงานด้วยสายตาเฉียบคมอย่าง Hr Giger (ที่ไปเป็นคนออกแบบ Alien ในภายหลัง) , Moebis นักวาดการ์ตูนไซไฟชื่อดัง และคนที่อยู่จะในหนังเรื่องนี้มีแต่คนสตาร์ตั้งแต่ Pink Floyd จะมาทำเพลงประกอบ , Mick Jagger , Orson Welles และสุดท้าย Salvador Dali… บิดาของศิลปะสาย Surreal ทั้งหมดนี้เราเกือบจะได้เห็นในภาพยนต์ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือในชื่อเดียวกัน “Dune” ความฝันของเขา จินตนาการที่มันบ้าบิ่นขนาดนี้ แน่นอนว่า “ไม่มีสตูดิโอเอา” เหล่าผู้บริหารต่างหวาดกลัวเขา ไม่มีใครกล้าที่จะลงทุน 15 ล้านดอลล่าร์ให้ งานชิ้นนี้ (ในมือของ Jodo) เลยต้องพับเก็บไป ฮอลลีวูดไม่มีใครยอมรับสิ่งที่เขาสร้างได้…
-
แปลเพลง Someday – The strokes เพลงของคนที่จะเลือกไปหรืออยู่ไม่ได้สักที ก็เลยตัดพ้อมันก็พอ

In many ways, they’ll miss the good old daysSomeday Somedayเราต่างจะคิดถึงวันวาน ที่แสนดี ใน-สักวัน สักวัน Yeah, it hurts to say, but I want you to staySometimes Sometimesเออ เจ็บที่จะพูด แต่ผมยังอยากให้เธออยู่แค่บางครั้ง แค่บางครั้ง When we was young, oh man, did we have funAlways Alwaysเมื่อก่อนหรอ เราสนุกกับมันแค่ไหน ?ตลอดอะ ตลอดเลย Promises, they break before they’re madeSometimes Sometimesส่วนการสัญญา มักจะพัง ตั้งแต่ยังไม่เอ่ยบางครั้ง บางครั้ง Oh, Maya says…
-
20 ปี สังคมไทยที่ยังคงเหมือนฉายสิ่งเดิม เพิ่มเติมคือแด่คนเหงา Midnight My Love “เฉิ่ม” (2005) Dir. Kongdej Jaturanrasamee

ในวันที่ความกังวลจากเศรษฐกิจหรือการเมือง ผลการเลือกตั้งที่ยังไม่ชัดเจนจาก กกต. ที่ไม่สามารถทำให้ประชาชนสบายใจได้ ในปี 2026 ทั้งวิกฤตความหวังต่ออนาคต คลื่นรบกวนชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลา การย้อนกลับไปดูหนังปี 2005 อย่าง “เฉิ่ม” (Midnight My Love) ที่มีอายุ 20 ปีเท่ากับผู้เขียนแล้วนั้น จึงไม่ใช่แค่การดูหนัง แต่เหมือนการมองผ่านหน้าต่างยุคสมัยเพื่อทำความเข้าใจรากเหง้าของปัญหาที่สังคมไทยเจอซ้ำ ๆ ตลอด 2 ทศวรรษ และดูเหมือนยังหลุดพ้นไม่ได้ในเร็ววัน ความโดดเดี่ยวของคนหาเช้ากินค่ำ ที่ไม่มีจุดให้เอนหลัง ไว้พักหายใจ หนังเล่าเรื่องของ สมบัติ (หม่ำ จ๊กมก) คนขับแท็กซี่ที่ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ชอบอะไรเดิม ๆ และ นุ่น (นุ่น ศิรพันธ์) พนักงานนวด ทั้งสองเป็นดั่งตัวแทนของชนชั้นล่างที่ดิ้นรนในเมืองใหญ่ มีหน้าที่แค่พาคนอื่นไปถึงจุดหมาย เป็นการขายแรงงานและเวลา ในธุรกิจบริการที่ต้องเผชิญหน้ากับชนชั้นที่สูงกว่าอยู่เสมอ ซึ่งยิ่งตอกย้ำช่องว่างทางสถานะของพวกเขาเอง และยิ่งพบผู้คนมากเท่าไหร่ ความโดดเดี่ยวก็ยิ่งชัดขึ้นเท่านั้น แต่เมื่อทั้งสองได้พบกัน ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ความรัก แต่คือการเติมเต็มช่องว่างทางอารมณ์ท่ามกลางสังคมที่มีแผลอยู่ใต้ฉากตลอดเวลา ในยุคเปลี่ยนผ่านจากอนาล็อกสู่ดิจิทัลช่วงต้นปี 2000 หนังสะท้อนภาพนั้นได้ชัด สมบัติคือคนที่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง ทั้งเทคโนโลยีและเพลงใหม่…
-
Human Resource (2026) Dir. Nawapol Thamrongrattanarit : คุณค่าของคน , อำนาจ , ความรุนแรงที่ชินชา

หนังที่จะพาสำรวจ คุณค่าของคน , อำนาจความรุนแรงที่ชินชาในสังคมไทย มองชีวิตคน ผ่าน พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) หนังเรื่องล่าสุดจากผู้กำกับสุดอินดี้ คุณเต๋อ นวพล ที่พาเราไปสำรวจชีวิตของฝ่าย HR ในบริษัท เอกชน “เฟรน” หญิงสาวที่กำลังรับหน้าที่ “เลือกคน” ที่จะเข้ามาทำงานในบริษัทที่บีบคั้นโดยเจ้านาย อีกด้านนึง เธอกำลังท้องลูก 3 สัปดาห์ ที่ลึกๆ แล้วเธอเองก็ต้องเลือกเช่นกันว่าจะ “เลือกคน” ให้มาอยู่โลกที่ไม่แน่นอน และคอยบีบคั้นให้ต้องรอดอยู่ตลอดเช่นกัน ประเด็นอย่างหนึ่งที่เป็นแกนหลัก แล้วเราผู้ดูก็อาจถามมาก่อนรับชม ถามขณะรับชม “มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตคนไทย“ และอาจจะสงสัยหนักกว่าเดิมเมื่อดูจบแล้ว มันพาเราไปถึงขั้นที่ว่า “แล้วเมื่อไหร่มันจะจบ” เช่นกัน หนังใส่ประเด็นไว้เยอะ มาก ๆ จนผู้เขียนเองก็กว่าจะเริ่มตกผลึกได้และดึงตัวเองที่จะเริ่มเขียนพูดถึงหนังเรื่องนี้มันก็ใช้เวลา 1 อาทิตย์เต็ม เพราะเอาตรงๆ หนังมันก็หนักหน่วงมากเช่นกัน “เราต่างเป็นทรัพยากรที่มีวันพัง และจะถูกแทนที่อยู่เสมอ” เมื่อมนุษย์ไม่ได้มีคุณค่าในตัวเอง หากแต่มีคุณค่าเพราะเป็นกลไกให้เกิดผลผลิตได้ หนังพาเราสำรวจกลไกบริษัทที่คุณค่าคนวัดด้วย KPI , ประสิทธิภาพที่คน ๆ นึงจะทำได้ ระบบที่จะบอกคุณ…
-
Send Help (2026) Dir. Sam Raimi : หนังรักของคนติดเกาะ โหด ฮา แรง จิต

“ถ้าต้องติดเกาะกับเจ้านายซวยๆ คุณจะทำยังไง ?” หนังใหม่ Sam Raimi – ปรมาจารย์สาย Horror สยองส่งท้าย มกราคม หนังเริ่มด้วยการที่เล่าประเด็นปัญหาลูกจ้าง – นายจ้าง ได้อย่างเจ็บแสบ การกดขี่และการเบียดเบียนของคนมีอำนาจ ใครคุม = อยู่เนือกว่าทุกอย่าง แต่มันจะเป็นอย่างไรเมื่อทั้งสองต้องไปติดเกาะด้วยกัน และ ผู้กุมอำนาจถึงคราวเปลี่ยนมือ ? . เมื่อการติดเกาะของหนัง ไม่ใช่แค่เรื่องราวของความทรหดในการเอาชีวิตรอด แต่เป็นการตั้งคำถามถึงประเด็นสำคัญอย่าง เมื่อสถานการณ์มันเอื้อให้คุณมีอำนาจ คุณจะทำทุกอย่างเพื่อรักษามันไว้หรือไม่? และพร้อมที่จะสละทุกมโนธรรมเพื่อสนองความต้องการตนเองหรือเปล่า คุณยังจะสามารถให้อภัย ช่วยเหลือคนที่ดูถูก กดขี่คุณโดยที่คุณตอบโต้อะไรไม่ได้มาตลอดมั้ย ? . หนังแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ดังกล่าวได้ทะเล้นสุด ๆ แต่ไม่ใช่ประเด็นเดียว ทั้งเรื่อง มีครบแทบจะทุกอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ , การชิงไหวชิงพริบ จังหวะระทึกหรือใส่ความสยองขวัญเข้ามา อารมณ์ของผู้รับชม เช่นผู้เขียนเอง ถึงขั้น คิดตลอดทั้งเรื่องว่า “หรือมันจงใจจะเป็นหนังรัก? หนังทริลเลอร์? จะรู้สึกกลัว หรือรู้สึกว่านี่มันหนังทำมาปั่นคนดูหรอ? ” หากนิยามง่ายๆ คงจะเป็น…
-
Double Feature Return to Silent hill & Omukade (January 2026)

หนังที่ใช้อสูรไม่ใช่แค่สัตว์ประหลาด แต่เป็นเครื่องมือสะท้อนสันดานดิบของมนุษย์ เหมาะสำหรับแฟนหนังสยอง ดิบๆ ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมกราคม ผมได้รับชม Return to Silent hill และ Omukade (โอมุคะเดะ) ในโรงภาพยนต์ สำหรับผมแล้วในสัปดาห์นี้ มีหนังที่น่าสนใจหลายเรื่องมาก แต่ส่วนตัวแล้ว 2 เรื่องนี้ มันโดดเด่นแถมยังมีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าตกใจ เรื่องนึงคือ งานดัดแปลง “เมืองห่าผี (Silent hill)“ แฟรนไซส์ระดับตำนานที่ถูกสานต่อผ่านบริบทปัจจุบัน อีกเรื่อง คืออีกงานนึงที่นับได้ว่าเป็นความทะเยอทะยานอีกครั้งของวงการภาพยนต์ไทย ที่อยากเล่าเรื่องของ “อสูรกาย” แบบชาติอื่น Omukade จึงเป็นงานที่กล้าหาญอีกงานนึงที่ถูกฉายตั้งแต่ตอนต้นปี จากปก จากกระแส ผมมั่นใจว่าผู้อ่านหรือคนดู คงจะสามารถเดาได้เลยว่าทำไม ผมถึงหยิบ 2 เรื่องนี้มามาคู่กันเป็น Double Feature แต่มันไม่ใช่เพียงแค่เพราะว่ามันเป็นหนัง Horror เหมือนกัน มีสัตว์ประหลาด มีเอฟเฟคเลือด แต่สำหรับผมแลัว 2 เรื่องนี้ถ้ามันมองลึกลงไป มันคล้องกันแบบน่าตกใจ สำหรับ Return…
-
แปลเพลง Lost Stars – Keira Knightley หรือเราต่างเป็นเพียงดวงดาวเปล่าเปลี่ยวที่พยามส่องแสงในความมืดมิด ?

“ หรือเราต่างเราเป็นเพียงดวงดาวเปล่าเปลี่ยวที่พยามส่องแสงในความมืดมิด? “ บทเพลงจากภาพยนตร์เรื่อง Begin Again Dir. John Carney จากปี 2013 เรื่องนี้คงมีพื้นที่พิเศษอยู่ในใจใครหลายคน รวมถึงตัวผมเองเช่นกัน นอกจากตัวหนังเองแล้ว เพลงประกอบเองก็ล้วนแล้วแต่น่าจดจำทั้งสิ้น ด้วยจังหวะ ทำนอง เนื้อเพลง ที่ฟังแล้วมันทำให้รู้สึกหลายอย่าง แต่ ณ ตอนนี้เองผมเลือกที่จะหยิบเพลง Lost Stars (Keira Knightley’s Version) ขึ้นมาแปลเพราะตัวผมเองรักความเป็นทำนองที่ดูอบอุ่นแต่เคว้งคว้างด้วยเนื้อเพลงของมันเองครับ . เพลงว่าด้วยการตั้งคำถามถึงการมีอยู่ ความโดดเดี่ยวและเปราะบาง แต่ล้วนแล้วซ่อนความงดงามไว้เสมอ หวังว่าการแปลนี้จะเยียวยา หรือเติมเต็มผู้ที่ได้เข้ามาอ่านนะครับ เพราะตอนผมแปลเองก็พึ่งเข้าใจว่ามันทัชใจมากๆ ไม่แปลกใจที่จะชอบ ไวป์และเพลงจากหนังเรื่องนี้มาตั้งแต่ประถม (ตอนนี้ 20 แล้ว) นึกถึงเรื่องนี้ทีไร หรือได้ฟังซาวแทร็คมันก็สบายใจทุกทีจริงๆ . แปลเนื้อเพลงและเขียนโดย @vaneevermore กรุณานำบทแปลไปพร้อมเครดิต และไม่อนุญาตให้นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ทุกกรณี . Please don’t see just a girl caught…